ค้นหาเว็บไซต์
คำหลัก
หมวดหมู่
ตำแหน่งปัจจุบัน:HOME > ข่าวสาร

  "บิ๊กตู่" คิกออฟ "ถุงเงินประชารัฐ" ช่วยโชวห่วย-ผู้ค้าย่อย

"บิ๊กตู่" คิกออฟ "ถุงเงินประชารัฐ" ช่วยโชวห่วย-ผู้ค้าย่อย

 

"บิ๊กตู่" คิกออฟ "ถุงเงินประชารัฐ" ช่วยโชวห่วย-ผู้ค้าย่อย

 

นายกฯเปิดแอปพลิเคชั่น "ถุงเงินประชารัฐ" ช่วยผู้ค้าโชวห่วย ย้ำสร้างเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืนดีกว่าประชานิยม แขวะจำนำข้าวทำชาติเสียหาย ยืนยันรัฐบาลไม่มีผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บผลประโยชน์ ชี้ผู้ว่าฯต้องทำตัวเป็นนายกฯจังหวัดรู้ทุกเรื่อง

 

วันที่ 1 ส.ค.ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานเปิดโครงการประชารัฐ สวัสดิการกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเปิดตัวโครงการใช้โทรศัพท์มือถือรับชำระเงินจากผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงินประชารัฐ" โดยเป็นความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และธนาคารกรุงไทย เพื่อช่วยเหลือร้านค้าโชวห่วยและผู้ค้ารายย่อย โดยมีผู้ร่วมงานกว่า 1,000 คน

 

โดยนายกฯกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า เรากำลังเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศ ขณะที่งานการเมืองหรือประชาธิปไตยทั้งหมดทุกรัฐบาลต้องยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลางในทุกๆด้าน ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานของทุกๆรัฐบาลตอบสนองแค่เป็นรายปี อาจไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำในวันนี้เป็นไปตามกรอบของงบประมาณ ขณะที่หลายคนต้องการงบฯมากขึ้น หรือต้องการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่เราอย่าลืมรายได้ของประเทศด้วยที่จำเป็นต้องใช้หลายอย่าง โดยที่รัฐบาลต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้กับทุกคนตามแนวทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงสานต่อในเรื่องเหล่านี้ และจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

วันนี้ถือเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของบัตรสวัสดิการประชารัฐ จากระยะที่ 1 ตั้งร้านค้าประชารัฐในหลายพื้นที่ กำหนดรายได้ขั้นต่ำ ค่าใช้จ่ายแต่ละปีถ้ารัฐบาลไม่ลงไปช่วยก็คงอยู่กันไม่ได้ แม้จะไม่ได้ถึง 70 ล้านคนของประชากรที่มี แต่ก็ได้มากถึง 11.4 ล้านคนในขณะนี้ และไม่ใช่รัฐจะให้อย่างเดียว แล้วจะเอาที่ไหนให้ตลอด เมื่อรายได้ประเทศมีอยู่เท่านี้ แต่เราไม่เคยไปรบกวนประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่อยู่ในระบบภาษี รัฐบาลพยายามชะลอการขึ้นภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต)มาหลายปี ทั้งที่ตามกฎหมายต้องขึ้นทุกปี แต่รัฐบาลใช้มติครม.เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ดังนั้นวันข้างหน้าใครจะมาบอกว่า จะทำโน้นทำนี้ให่ โดยไม่บอกว่าจะเอามาจากไหน ต้องพิจารณาให้ดี

 

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินโครงการต่างๆจำนวนมาก โดยเฉพาะการสร้างถนนหนทางกว่าหลายพันกิโลเมตร รถไฟรางคู่อีกหลายเส้นทาง ทุกอย่างต้องใช้งบฯจำนวนมาก พยายามแก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อย เพราะรู้ดีว่าความจนมันลำบาก และเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง สาเหตุของการบิดเบือน ทำให้บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย 4 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่รัฐบาลทำนอาจจะถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง แต่อย่าลืมว่า ไอ้ที่ไม่ถูกใจแต่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ เพราะมีกฎหมายบังคับอยู่ ตราบใดที่ทำได้และพอใจก็ต้องร่วมมือกัน การใช้จ่ายงบฯของรัฐบาลต้องระมัดระวัง เพราะทุกอย่างเป็นกฎหมาย จึงอยากขอร้องว่าอะไรดีก็ให้แนะนำมา แม้เราจะไม่พร้อมที่จะทำในวันนี้ แต่ก็ต้องมีความพร้อมในวันข้างหน้า

 

ทุกคนจึงจำเป็นต้องฟังสิ่งที่รัฐบาลพูด หลายคนไม่ชอบฟังอะไรทั้งสิ้น ชอบไปอ่านข้อความสั้นๆ ในโทรศัพท์บ้าง ในโซเชียลมีเดียบ้าง เพราะมันสั้นดี แต่เนื้อหาสั้นๆทำให้เกิดขึ้น 2 อย่างด้วยกันคือ ทำให้เกิดความรักสามัคคี หรือทำให้เกิดความแตกแยกแบ่งพวกแบ่งฝ่าย ดังนั้นทุกคนจึงต้องมีภูมิคุ้มกันของตัวเอง ดูให้ละเอียดรอบคอบ และถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องไปเชื่อ แต่ถ้าไม่ยอมฟังอะไรเลย ไม่ยอมฟังรัฐบาลเลยก็จะขัดแย้งไปทั้งหมด เพราะอย่าลืมเรามีคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย มีทั้งคนดีและไม่ดี ดังนั้นถ้าเราไปฟังคนไม่ดีมากๆ ก็จะทำให้กิจการที่ทำในวันนี้ล่มไป เดินหน้าต่อไปไม่ได้ แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ถ้ารัฐบาลต้องอุดหนุนทุกอย่างประเทศก็อยู่ไม่ได้ ทุกอย่างล้มหมด รัฐบาลนี้ไม่ได้ต้องการรักษาอำนาจในการเป็นรัฐบาล เพราะรัฐบาลของผมไม่ต้องการ

 

วันนี้ร้านค้าประชารัฐ หลายคนกังวลเรื่องระบบภาษี ได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะกลัวสรรพากรไปตรวจสอบ ถามว่าทำไมต้องกลัว ถ้ากลัวแบบนี้จะเข้าระบบอะไรไม่ได้ แล้วจะพัฒนาตัวเองไปได้อย่างไร ให้จดทะเบียนเข้าระบบภาษีก็ไม่เอา กลายเป็นว่ารัฐบาลนี้รังแก ถามว่าที่ผ่านมารังแกรัฐบาลหรือไม่ มีรายได้หลายล้านบาทต่อปีแต่กลับไม่เสียภาษี การเสียภาษีจริงๆแล้วไม่กี่บาท ทำไมไม่ช่วยกันเสียสละตรงนี้ รัฐบาลไม่สามารถที่จะไปเพิ่มหรือกำหนดภาษี ได้ในเวลานี้มันทำยากเพราะหลายอย่างยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ จะต้องสร้างความเข้มแข็งด้วยกฏหมายและระบบก่อน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและมีช่องทางมีโอกาส ถ้าทุกคนต้องการสาธารณูปโภคและความเป็นอยู่ที่ดีแต่กลับไม่อยากเสียภาษี แบบนี้หลักคิดผิด

 

วันนี้เราอยู่ในช่วงบ้านเมืองสงบสุข ซึ่งสงบสุขมา 4 ปีแล้ว ลืมไปหรือยัง ถ้าบ้านเมืองสงบเราก็สามารถทำอะไรต่างๆ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองได้ และสิ่งที่รัฐบาลทำก็ต้องใช้เงินใช้ทองในการลงทุน ถ้าเราสามารถคืนตรงนี้ได้ก็จะสามารถนำเงินกลับมาให้ตรงอื่น ซึ่งยังมีอีกหลายอาชีพอิสระอีกมากมายที่มีรายได้ต่ำ รัฐบาลต้องดูแล หากทุกคนเข้าสู่ระบบ ปฏิบัติตามกฏหมาย เราก็จะสามารถดูแลจัดสรรประมาณลงไปได้

 

วันนี้การค้าการลงทุนต่างๆของประเทศ ดีขึ้นเพราะเขามีความเชื่อมั่นในรัฐบาลนี้ไม่ต้องรอรัฐบาลหน้า ต่างประเทศยินดีที่จะมาลงทุนทำการค้าในประเทศมากขึ้น วันหน้าถ้าเราเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มันก็ต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าเรามาล้มกันตอนนี้ มันจะไปกันไม่ได้ แล้วคิดว่าจะเริ่มต้นใหม่เมื่อไหร่ วันนี้เราเริ่มต้นมา4ปี หลายอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเราแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียว เช่นการช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่า สิ่งเหล่านี้เราไม่จำเป็นต้องโฆษณาหรือเล่าอะไรมากมายมันเป็นเรื่องจริง ตนไปทุกประเทศเขาชื่นชมประเทศไทย เพราะแสดงความเป็นหนึ่งเดียวนั่นคือความภาคภูมิใจ และจะเดินหน้าสานฝันไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะเป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เคยมีใครพูดแบบนี้ไหม กลับไปคิดทบทวนดูหรือจะแค่รอฟังว่า จะให้นู้นจะให้นี่ ขอถามว่ายั่งยืนหรือไม่

 

รวมถึงถ้ามัวแต่บ่นและเรียกร้องกันมาก เสร็จแล้วก็จะมีคนมาให้ท่าน แล้วมันก็ผิด พอผิดมาก็เดือดร้อน ก็ต้องหยุด หลายอย่างเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะเคยมีคนให้อะไรท่านมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขายสินค้าเกษตร มันให้อย่างนั้นไม่ได้ วันนี้รัฐบาลให้ก็ต้องดูในเรื่องของกติกา กฎหมายว่าอย่างไร ราคาการรับจำนำข้างยุ้งฉางเป็นอย่างไร 3 ปีเฉลี่ยอย่างไรถึงจะตั้งราคาได้

 

ไม่ใช่นึกจะตั้งราคาอะไรก็ตั้งออกมา ผิดกลไกการค้าโลกด้วย สิ่งเหล่านั้นเราพอใจแต่ประเทศชาติเสียหาย ผมไม่อาจไปกล่าวอ้างใคร เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่จะว่ามา ตั้งแต่ผมเข้ามายังไม่เคยสั่งให้ลงโทษใคร แม้ผมจะมีอำนาจมากก็ตาม ผมเพียงแต่ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ ถ้าไม่ทำก็ลงโทษ แต่ต้องมีหลักฐานทางกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมสู้คดี ใครไม่สู้ก็แล้วไป กฎหมายเป็นอย่างนี้ รัฐบาลระมัดระวังทุกอย่าง จึงอยากฝากไปถึงนักการเมือง พรรคการเมืองต้องระมัดระวังการหาเสียงในอนาคต วันนี้ผมไม่ได้มาพูดการเมือง แต่พูดถึงประเทศที่จะอยู่อย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อลูกหลานของเรา

 

ถ้าโครงสร้างเศรษฐกิจไม่เข้มแข็งก็จะเดือดร้อนไปเรื่อยๆ ทุกอย่างก็จะล้มลงมาทั้งหมด เหมือนประชาธิปไตยเรา ล้มโอนเอนไปโอนเอนมาอยู่อย่างนี้ เราก็ตั้งมันให้ตรงเท่านั้นเอง สร้างให้มันเข้มแข็งขึ้น นั่นคือประชาธิปไตยไทยเรา

 

หลายคนอ้างผู้มีอิทธิพลในรัฐบาลสั่งโน้นสั่งนี้ ตนถามจะสั่งได้อย่างไร ตนเป็นนายกฯยังไม่สั่งให้กระทรวงไหนเก็บเงินมาให้ มันสั่งได้เหรอ มันสั่งไม่ได้ อย่าไปเชื่อ ใครจะอ้างอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น จะเพื่อนตนจะสนิทสนม จะใครก็ไม่รู้หรือแม้แต่คนในครอบครัวตนก็ไม่ได้ มาขออะไรพิเศษไม่ได้ เพราะเรากำลังทำให้ประเทศและประชาชนของเรา ดังนั้นเราจะไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร ขอให้เชื่อมั่น ส่วนการปฏิรูปไม่ใช่ทำวันนี้พรุ่งนี้เสร็จ แค่เรื่องกฎหมายก็ต้องใช้เวลา เพราะการปฏิรูปต้องมีเรื่องกฎหมาย มีบริหารจัดการ มีกลไกเพิ่มเติมในการทำงาน มีคณะทำงานหลายคณะ อย่าให้ใครมาบิดเบือนว่า 4  ปีไม่ได้ปฏิรูปอะไรเลย ถ้าไม่ทำจะเกิดโครงการเหล่านี้ได้ไหม ทุกอย่างต้องใช้เวลา

 

"ถ้าทุกคนฟังที่ตนพูดบ้างจะรู้ว่ามีอะไรดีขึ้น ถ้าไปฟังแต่เรื่องขัดแย้งก็จะเป็นแบบเดิมๆ วันนี้คนที่ต้องรู้หมดทุกเรื่องคือผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องรู้เหมือนที่นายกฯรู้ เพราะเป็นกลไกรัฐบาลที่ต้องไปขับเคลื่อนเปรียบเสมือนเป็นนายกฯของจังหวัด สามารถเรียกประชุมสั่งการตามนโยบายได้ และให้ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงที่อยู่ในพื้นที่จังหวัด อย่าถือเป็นคนของใคร ให้ถือเป็นคนของประชาชน แล้วรายงานมายังรัฐบาลอีกครั้ง"นายกฯกล่าวทิ้งท้าย

[ คลิกที่จำนวน:] [พิมพ์] [ปิด]

  ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • "บิ๊กตู่"ส่งกำลังใจถึงพี่น้องลาวประสบภัยเขื่อนแตก 2018-07-26
  • "บิ๊กตู่" คิกออฟ "ถุงเงินประชารัฐ" ช่วยโชวห่วย-ผู้ค้าย่อย 2018-08-02