ค้นหาเว็บไซต์
คำหลัก
หมวดหมู่
ตำแหน่งปัจจุบัน:HOME > ข่าวสาร

  “สุเมธ” ขอคนไทย 70 ล้านคนช่วยรักษาแผ่นดินแทน "พ่อ"

“ศิริราช” จัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” ปีที่ 4 ในหลวงในความทรงจำ ด้าน “สุเมธ” ขอคนไทย 70 ล้านคนช่วยรักษาแผ่นดินแทน "พ่อ" ยึดหลัก “โยนิโสมนสิการ” ป้องประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” ปีที่ 4 ในหลวงในความทรงจำ เนื่องในวาระครบ 4 ปี การเสด็จสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 13 ต.ค. เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธาน โดยในช่วงเช้า เวลา 06.30 น. มีพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้งแด่พระสงฆ์จำนวน 39 รูป ตั้งแต่แยกศิริราชถึงลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จากนั้นเวลา 07.30 - 08.30 น. มีพิธีสวดพระพุทธมนต์และสดับปกรณ์ พิธีถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกล่าวสดุดีฯ โดยผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พร้อมด้วยผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บุคลากรศิริราช ร่วมนำดอกดาวเรืองวางประดับผ่านสัญลักษณ์เลข ๙ ที่ออกแบบโดยนายช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ โดยในงานมีการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และจากบุคลากรศิริราช

 

 

 

จากนั้น เวลา 13.00 น. นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวปาฐกถาเทิดพระเกียรติ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในความทรงจำ” โดย นายสุเมธ กล่าวว่า โรงพยาบาลศิริราช เป็นสถานที่ที่ฝังในความทรงจำเราตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2559 ความรู้สึกในวันนั้นมีอย่างไร ในวันนี้ความรู้สึกไม่น่าจะจืดจางลงไป วันนี้ได้รับกำหนดให้ลองรำลึกถึงความทรงจำที่มีถึงพระองค์ท่าน ตนก็หวนกลับไปนึกถึงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ไม่ได้ ณ วันนั้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในเวลาใกล้เคียงกัน ตนเดินทางกลับจากจ.สุราษฎร์ธานี กลับจากการประชุมประจำปี เกิดอย่างไรก็ไม่ทราบคิดถึงพระองค์ท่านอย่างจับใจ และจำได้ว่าไม่ได้เข้าเฝ้าอีกเลยหลังจากครั้งสุดท้ายที่เป็ระยะเวลานานพอสมควร ได้แต่เห็นพสกนิกรชาวไทยทั่ว ๆ ไป ไปที่ศาลาสหทัย นำดอกไม้ไปถวาย ลงนาม ส่งกระแสจิตถึงพระองค์ท่าน

“วันนั้นในเวลานี้ เจ้าหน้าที่หลายกระทรวง ทบวง กรม ก็ไปอยู่ที่นั่น แต่พอเราเดินไปถึงข้างบน เจ้าหน้าที่ทหารมหาดเล็กก็บอกว่า ทางโรงพยาบาลขอให้หยุดพิธีการทั้งหมด ยังไม่ใช่เวลา 15.52 น. ตนจำเวลาได้ทุกอย่างด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ ก็เข้าใจทันทีว่าวันนั้นมาถึงแล้ว ถึงแม้เราไม่อยากให้มาถึง วันที่เราไม่ต้องการรอคอยเลย แต่สัจธรรมวันนั้นก็ต้องมาถึง ผมบอกทหารมหาดเล็ก ว่าเข้าใจ แต่ขอไปกราบหน่อยได้ไหม ตนเดินไปหน้าพระพักต์ แล้วกราบ และระหว่างนั่งรถกลับจากศาลาสหทัยไปสำนักงาน ในหัวสมองเหมือนหนังที่กลอกลับ หนังเรื่องยาวมาก 35 ปี เป็น 35 ปีที่ไม่ได้ตั้งใจเลือกเส้นทางเดินนั้นเลย แต่ก็ได้มีโอกาสที่ไม่มีวันลืม ได้มาตามพระองค์ 35 ปีเต็ม หนังกลอกลับตั้งแต่วันแรก ภาพต่าง ๆ สลับกันมา”

นายสุเมธ กล่าวว่า วันนี้อยากเอาภาพเหล่านั้นมาเล่าให้ฟัง อยากพูดด้วยความรู้สึก สิ่งที่จิตใจได้เก็บความทรงจำมากมาย เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ ตนเดินตามพระเจ้าอยู่หัวโดยไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ หรือเตรียมการไว้ก่อนเลย ในปี 2524 นั้น หลายท่านไม่ทราบว่าชีวิตตนเป็นอย่างไรก่อนมาถวายงานพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตนอยู่ในป่า ตนอยู่สภาพัฒน์ แต่ไม่เคยทำงานกับสภาพัฒน์เลย เป็นหัวหน้ากองวางแผนเตรียมพร้อม วางแผนรับสงคราม ในสมัยนั้น ประเทศชาติอยู่ในภาวะสงคราม สงครามการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ คนไทยลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง เพียงแต่ว่าคนกลุ่มหนึ่งเชื่ออย่างหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งเชื่ออีกอย่างหนึ่ง แล้วเราก็ลุกขึ้นเข่นฆ่ากันทั่วประเทศ 11 ปีที่ตนอยู่ในป่า ไม่เคยเห็นศัตรูที่เป็นต่างชาติเลย เห็นแต่คนไทยด้วยกัน ตนเป็นพลเรือนที่ลงสนามลบมากกว่าทหาร คนเดียวเหมา 4 ทองทัพ วางแผนเพื่อเอาชนะโดยไม่มีการฆ่า มันเป็นสงครามความเชื่อ แต่เอาปืนไปยิงความเชื่อ มันโดนคน มันไม่โดนความเชื่อ

 

นายสุเมธ กล่าวว่า ในปี 2524 สมัยนั้น พล.อ.เปรม ติณสูรานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ก่อการร้ายมอบตัว เพราะเราไม่ฆ่าเขา ให้เขาคิด และกลับใจ เราตั้งชื่อว่า “ผู้หลงผิด” ในอนาคตจะมีอีกหรือไม่ ตนไม่ทราบ เพราะมีความเชื่ออะไรบางอย่างวันนี้ ในกาลข้างหน้าอาจจะรู้สึกตัวว่ามันไม่ใช่ ประวัติศาสตร์ซ้ำแล้วซ้ำอีก กลายเป็นผู้หลงผิด แต่ขอให้เข้าใจถึงความจริงที่จะประจักษ์ขึ้นมาด้วย บ้านเมืองเป็นของทุกคน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ตอนนั้นเสร็จศึกพอดี พล.อ.เปรม บอกว่างานสร้างหมู่บ้านให้ผู้กลับใจ ให้คนอื่นทำ ตนได้รับมอบหมายให้ถวายงานพระองค์ท่าน ซึ่งหลังจากนั้นพระองค์ท่านได้เรียกให้ไปเข้าเฝ้า ประโยคแรกที่อยู่ในความทรงจำคือ สอนให้เรามีความสุขอย่างไร เป็นคำสอนที่แปลกที่สุดที่เคยได้รับมา พระองค์ท่านทรงทอดพระเนตรมองตนอยู่นาน และรับสั่งว่า “ขอขอบใจนะที่มาช่วยฉันทำงาน แต่ขอบอกก่อนว่า ว่ามาช่วยฉันทำงาน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้ผู้อื่น” ตนมองว่าเป็นประโยคที่แปลกมาก ความสุขต้องทำให้ตนเอง ทำให้คนอื่นจะมีความสุขได้อย่างไร แต่ปี 2524 ได้คำสอนใหม่ อยู่ในความทรงจำตลอด และออกปฏิบัติเลย ความสุขที่ทำให้ตัวเอง เราได้คนเดียว การทำความสุขให้คนอื่นนั้นเป็นเรื่องของส่วนรวม เราอยู่ในนั้นด้วย

นายสุเมธ กล่าวว่า ความรู้สึกแรกคือความเป็นครูของพระองค์ สอนเราหมดทุกอย่าง เมื่อรับสั่งมาแล้ว พระองค์ท่านทรงถามว่า “ดีใจไหมที่จะมาช่วยฉันทำงาน” ตนตอบไปว่า “กลุ้มใจพระพุทธเจ้าค่ะ” คนหันมามอง พระองค์ท่านทรงถามว่า “ทำไมเธอกลุ้มใจ” ตนกลุ้มว่าจะถวายงานไม่ได้ ตนเรียนรัฐศาสตร์การทูต ซึ่งพระองค์ท่านทรงรับสั่งว่าจะสอนเอง ตนจึงเป็นคนเดียวที่เดินตามเสด็จ เป็นนักเรียน ไม่ได้ถวายงานเลย ตนระลึกได้คือความเป็นครูของพระองค์ท่าน ตนเรียนนาน 35 ปี การสอนของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความดี ทั้งนามธรรม และรูปธรรม ท่านสอนเสร็จแล้วก็จะทำให้ดูด้วย ซึ่งก็เห็นไม่น้อยกว่าตน แต่เราแค่เห็นแค่ดู แต่ไม่เคยมองเลย ความจริงควรมอง ควรเพ่งพิจารณา เพื่อเกิดความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ท่านทรงสอนงานมากถึง 70 ปี ตนได้เดินตามในครึ่งหลัง 35 ปี

“การให้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เมื่อพระองค์ท่านพระชนมายุครบ 60 พรรษา ผมไม่รู้จะถวายอะไร คนถวายข้าวของ พระองค์ก็ไม่ได้ใช้ ผมจึงถวายกาย ถวายใจ พร้อมใจกันบวช 13-14 คน พระองค์ทรงดีพระทัยมาก ประการที่หนึ่งทรงเรียกเราเข้าไป ทรงตรัสว่า ดีแล้ว เรามัวแต่หมกมุ่นการงาน หมกมุ่นปัจจุบัน นาน ๆ ทีได้เอาจิตไปพักผ่อน ตรวจสอบตัวเอง ท่านสอนประมาณ 40 นาที ถือเป็นเทศนากัณฑ์แรกจากพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จากนั้น 45 นาทีถัดมา พระองค์ท่านรับสั่งคำเดียวคือโยนิโสมนสิการ การพิจารณา ตรงนี้ มนุษย์ทั่ว ๆ ไปก็ดี ผู้คนในสังคมก็ดี มักจะขาด เมื่อไม่พิจารณา อารมณ์พาไป พอพาไปแล้วเราก็เชื่อในสิ่งที่ผิด ๆ ตามกระแสของข้อมูลที่เข้ามา เดี๋ยวนี้เร็ว ยกจอขึ้นมาก็พาไปไหนต่อไหน ไม่มีเวลาย่อย เมื่อก่อนไอทีช้า กว่าข่าวสารจะมา มีเวลา มีตัวย่อย เดียวนี้คนทำอะไรตรงไหนก็รับข่าวสารพร้อมกันหมด”

 

นายสุเมธ กล่าวว่า พระองค์รับสั่งว่า “การเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ใคร ๆ ก็บอกดว่าอยู่ยอดพีระมิด แต่ประเทศไทยเป็นพีระมิดหัวกลับ ใครมีอะไรก็เทใส่มา ฉันอยู่ใต้ก้นกรวย” แต่พระองค์ทรงบ่นเท่านั้น แต่ไม่เคยถอย ใครเทใส่พระองค์ท่านก็รับหมด แบกหมด แบกแทนเรา 70 ปี วันนี้ 4 ปีแล้ว พระองค์ท่านจากไปแล้ว เราต้องแบกแผ่นดินแทนแล้ว ไม่มีใครแบกให้แล้ว พระองค์ท่านแบกมาจนสิ้นพระชนม์ ตอนนี้ภาระอยู่บนบ่าเรา ถ้า70 ล้านคนช่วยแบก ก็เบาลง แต่ถ้าแบกส่วนหนึ่ง และบั่นทอนอีกส่วนหนึ่งก็แบกไม่ไหว ควรศึกษาดูว่าโยนิโสมนสิการคืออะไร อย่าใช้ชีวิตในกระแส สมัยใหม่อันตราย มันมาเร็วไปเร็ว แม้กระทั่งธุรกิจ รวยเร็วเจ๊งเร็ว มันไม่มีความยั่งยืน อนาคตต้องมองไกลไปถึงลูกหลานด้วย ของเรามีแค่ไม่กี่คน แต่พระองค์ท่านมี 70 ล้านคน มีหลากหลาย มีทุกรูปแบบ แต่สุดท้ายสัจธรรมคือการรักษาแผ่นดินไว้ให้ได้ ถ้าไม่รักษาแผ่นดินแล้ว จะคิดไปหวังอยู่แผ่นดินคนอื่น แผ่นดินอยู่ที่มือเรา 70 ล้านคู่ จะพยุงแผ่นดินได้หรือไม่ พระหัตถ์คู่นั้น พยุงไว้ให้เรารอดแล้ว 70 ปี ตอนนั้นมีแตกเหมือนกัน แต่ก็รอด อย่าให้เสี่ยงซ้ำสองอีก เรารอดมาเป็นระยะ ๆ หลายครั้งเรารอดโดยใช้โยนิโสมนสิการ ใช้สติปัญญาเราก็รอดหมด

จากนั้นเวลา 14.30 มีการสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และเวลา 15.52 น. พิธีเจริญจิตภาวนา 9 นาที และ “พิธีศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” รวมถึงปิดท้ายด้วยการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด”

 

[ คลิกที่จำนวน:] [พิมพ์] [ปิด]

  ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • “สุเมธ” ขอคนไทย 70 ล้านคนช่วยรักษาแผ่นดินแทน "พ่อ" 2020-10-13